Thaiadmin

How’s Professional be (วิถีการเป็นมือโปร)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
How’s Professional be (วิถีการเป็นมือโปร)
« เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2008, 17:01:09 »
How’s A Professional be

อันดับแรกก่อนที่เราจะพูดกันเรื่องนี้ ผมคงต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า การที่ผมคิดจะเขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมา ผมไม่ได้คิดที่จะยกหางตนเองแต่อย่างใด และผมก็คิดอยู่นานว่าควรเล่าเรื่องพวกอย่างนี้ออกไปดีหรือไม่ เพราะคิดว่าคงมีคนหมั่นไส้อยู่พอสมควร  แต่คิดไปคิดมาก็เห็นว่า ประโยชน์ที่ได้น่าจะตกอยู่กับเด็กรุ่นใหม่ทุกคน ส่วนผลเสียที่ผมอาจจะโดนหมั่นไส้ก็คงตกอยู่ที่ผมคนเดียว คิดหักกลบลบหนี้แล้วประโยชน์น่าจะเกิดกับคนหมู่มากมากกว่า ก็เลยตัดสินใจเขียนเรื่องเหล่านี้กันมาให้อ่านครับ

ในช่วงการทำงานที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสทำงานกับคนในระดับ Professional หรือที่เรียกสั้นๆว่าพวกมือโปร จากหลากหลายประเทศ ทำให้เห็นรูปแบบการทำงานของคนเหล่านี้ทั้งที่เป็น Professional ระดับเริ่มต้น  Professional ระดับกลางๆ และระดับที่ต้องยกนิ้วให้ และด้วยตำแหน่งที่ผมทำอยู่ เป็นหัวหน้าทีมที่ต้องทำงานกับกลุ่มคนเหล่านี้ให้ทำงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้ผมได้มีโอกาสมองเห็นการทำงานอันหลากหลายสไตล์ ได้มองเห็นข้อดีข้อเสียของโปรแต่ละคน จนผมคิดว่าพอจะสามารถเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ ที่อยากจะเอามาถ่ายทอดเป็นแนวทางให้แก่เด็กรุ่นใหม่ ผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยาก และพยายามพัฒนาฝึกฝนตัวเองเพื่อให้ก้าวขึ้นมาเป็นมือระดับโปร เพื่อที่ว่าซักวันหนึ่งเขาเหล่านี้จะสามารถเดินทางไปทำงานได้ทั่วโลก เป็นมือโปรระดับ World class ตามความฝันที่ได้วาดเอาไว้

สำหรับนักล่าความฝันในสายงาน IT ผมหวังว่าบทความนี้คงจะได้เป็นประโยชน์แก่ทุกท่านครับ

เริ่มเข้าเรื่องกัน

Professional คำๆนี้เป็นที่หมายปองของคนที่ทำงานในทุกสาขาอาชีพอยู่ลึกๆในจิตใจ ไม่ว่าคนๆนั้นจะทำงานสาย IT, Network, Civil engineer, Fashion designer, architecture etc สำหรับคนที่มีความจริงจังต่องานที่ตัวเองทำ มีความมุ่งมั่นต่องานที่ตัวเองรับผิดชอบ และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ ล้วนแล้วปรารถนาที่จะก้าวไปสู่ความเป็น Professional หรือความเป็นมืออาชีพกันทั้งนั้น

ในสายงานด้าน IT นั้น เรามี Certificate จากผู้ผลิตสินค้าหลากหลายประเภทที่แยกเป็นตั้งแต่ Certificate ระดับเบื้องต้นเช่น CCNA, MCSA, CCSA ระดับกลางเช่น CCNP, MCSE, CCSE จนถึงระดับสูงเช่น CCIE เป็นต้น ดังนั้นคนที่ทำงานสาย IT หลายๆคนจึงได้พยายามฝึกฝนและสอบเพื่อให้ได้ Certificate มาเป็นเครื่องการันตีคุณภาพการทำงานของตนเอง เพื่อยกระดับตัวเองให้เข้าไปสู่ความเป็น professional

แต่หากถามว่าคนที่ได้รับ Certificate สูงๆ ถือได้ว่าเป็น  Professional หรือไม่ คำตอบนี้คงตอบได้ไม่ชัดเสียทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น คนที่สอบ CCNP หรือที่มีชื่อเต็มว่า Cisco Certified Network Professional สามารถถือได้ว่าเป็นคนที่ทำงานมีฝีมือในระดับ Professional ได้หรือไม่ ทั้งๆที่มี Certificate มีชื่อกำกับว่าเป็น Professional certificate ไว้เรียบร้อยแล้ว การตอบคำถามนี้ถ้าจะให้ชัด อยากจะให้ลองคิดอย่างนี้ดูว่า ช่วงก่อนสอบตัวสุดท้ายสำหรับ cert ตัวนี้ (ต้องสอบให้ผ่าน 4 วิชา เพื่อให้ได้ CCNP) และต้องใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงในห้องสอบเพื่อสอบตัวสุดท้าย  เพื่อให้ได้ CCNP นั้น ในห้วงเวลาแค่ 3 ชั่วโมง หลังจากที่เขาสอบผ่านและได้ CCNP มาครองนั้น จะถือว่าคนผู้นี้ได้เปลี่ยนจากระดับธรรมดาขึ้นมาเป็นระดับ Professional ใช่หรือไม่ ถ้าดูอย่างนี้ผมว่าทุกคนน่าจะตอบได้เหมือนกันคือ “ไม่ใช่” ดังนั้นตามโลจิกนี้ เราก็พอจะบอกได้ว่าใบ Certificate ไม่ได้เป็นเครื่องเปลี่ยนคนจากระดับธรรมดาให้เป็นระดับ Professional ได้

แต่เดี๋ยวก่อน การสรุปเช่นนี้ย่อมมองแค่มุมมองเพียงด้านเดียว ผมเชื่อว่ามีหลายคนมากที่ปรามาสการได้ cert มา โดยจะบอกเหมือนกันหมดว่า “เห็นมาเยอะแล้ว พวกที่มี cert แต่พอทำงานจริงกลับไม่ได้เรื่องเลย” หรือบอกว่า “เห็นคนเก่งๆตั้งหลายคน เขาไม่เห็นจะมี cert ซักกะใบ แต่ก็ทำงานได้อย่างเชี่ยวชาญ Cert ไม่เห็นจะจำเป็นอะไรเลย” สิ่งเหล่านี้เราจะมามองกันในรายละเอียดจากหลายๆมุม ขอให้ติดตามกันต่อนะครับ

เนื้อหาส่วนที่เหลือ ผมจะทยอยเขียนมาลงให้จนครบนะครับ

Fordot
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 สิงหาคม 2008, 08:32:40 โดย VBNeverDie.Com »
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2008, 17:06:27 »
ขอย้ายไปอยู่ที่ Thaiadmin Hall นะครับ เอาไว้เขียนจบทั้งหมด ค่อยย้ายมาอยู่ในหมวด Document

Edit by ..VBNeverDie.Com
อ้างถึง
เขียนได้เลยครับ เต็มที่ อย่าไปเกรงใจคนที่ไม่คิดจะให้ แบบคนกลุ่มนั้นครับ
สำหรับหมวดหมู่ Document  อาจจะลงธีม Blog สำหรับสร้างบรรยากาศ ให้เหมือน การอ่านเขียน Blog ครับ

ด้วยความเคารพ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 กรกฎาคม 2008, 17:22:15 โดย VBNeverDie.Com »
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ Sripattra

  • *****
  • 95
  • 2
  • :D
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2008, 17:52:47 »
ปูเสื่อรออ่านครับป๋ม  :)
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ INFi

  • *
  • 573
  • 8
  • เพศ: ชาย
  • ._.
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2008, 18:02:46 »
มารออ่านด้วยครับ  :)
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2008, 00:18:19 »
จากที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าเราจะมาดูรายละเอียดในหลายๆมุมของคนที่จะเป็น Professional ผมก็เลยอยากเน้นให้ชัดก่อนนะครับว่าบทความนี้จะไม่ได้มาสอนความรู้ทางเทคนิคเพื่อขึ้นเป็นโปรกัน แต่จะเป็นความรู้และแนวทางในการพัฒนา ทักษะ แนวความคิด ทัศนคติ และนิสัย ของคนที่จะเป็นโปร ซึ่งผมเองยังไม่เคยเห็นใครเขียนเรื่องพวกนี้ออกมาเป็นหนังสือกัน ดังนั้นการเรียบเรียงเนื้อหาอาจจะสับสนนิดๆ เพราะผมเขียนสด แล้วก็โพสลงกระทู้เลยนะครับ

เอ้า...มาต่อกัน
ต่อไปนี้ผมจะอธิบายให้เห็นว่าคนที่เป็นระดับโปรนั้น พวกนี้จะมีคุณลักษณะ นิสัย และการทำงานอย่างไร สิ่งที่จะเล่าให้ฟังนี้ ล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งหมด ไม่สามารถจะเอาไปอ้างอิงกับตำราใดๆได้ คุณลักษณะของ Professional มักจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวของเขา
   1. ความรับผิดชอบต่องานสูง
   2. ความคงเส้นคงวาของการทำงานและรักษาคุณภาพสูง
   3. ความตรงต่อเวลาในการส่งงานตามเป้าหมายสูง
   4. ความสามารถในการทำงานเป็นทีมสูง
   5. มี Ego ที่ต่ำ แต่มีความมั่นใจในตัวเองสูง
   6. มีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความรู้พื้นฐาน
   7. ไม่มีคำว่าอนุมานเมื่อคนเหล่านี้ทำงาน
   8. มองไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา

หลายคนอาจจะอ่านแล้วก็รู้สึกว่าก็เป็นเหตุผลปกติที่หลายๆคนทำกันได้อยู่แล้ว แต่ลองติดตามอ่านไปเรื่อยๆนะครับ แล้วผมจะแสดงให้เห็นว่าด้วยข้อปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้ทำไมจึงสามารถแยกคนที่เป็น Professional ออกจากคนธรรมดาได้ ผมจะขอเล่าลงในรายละเอียดของแต่ละคุณลักษณะ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นเลยนะครับ

ความรับผิดชอบต่องานสูง

คุณลักษณะข้อนี้ผมเชื่อว่าทุกคนคงสามารถเข้าใจได้ไม่ยากนัก คนที่นับว่าเป็น Professional ได้นั้น มิใช่เพียงแค่มีความรู้ความสามารถในงานที่ตัวเองทำสูงเท่านั้น แต่จะต้องมีความรับผิดชอบในงานที่ตัวเองทำสูงด้วย ทั้งในด้านที่ต้องส่งงานให้มีคุณภาพและเวลาตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ (เราจะไม่พูดถึงเรื่องต้นทุนของชิ้นงานที่จะต้องเป็นประเด็นทางด้าน commercial ที่เป็นอีกด้านหนึ่งของ Professional ที่จะต้องคำนึงถึงเช่นกัน แต่ผมจะขอไม่กล่าวถึงในบทความนี้)

ลองนึกง่ายๆดูว่าเรามีคนในทีมคนหนึ่ง เป็นคนที่รู้เรื่องการคอนฟิกอุปกรณ์ดีมาก แต่เวลาเรากำหนดงานให้นายคนนี้ทำ กลับเป็นว่านายคนนี้มักจะไม่ส่งงานตามเวลาที่กำหนดไว้ หรือบางครั้งก็ทำขาดๆเกินๆไปจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้ทำ ถามว่าคนอย่างนายคนนี้เราจะเรียกว่าเขาเป็น Professional หรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกคนคงตอบเหมือนกันนะครับว่า นายคนนี้ไม่ใช่มือโปรแน่นอน เห็นไหมครับว่าการเป็นได้แค่คนที่คอนฟิกอุปกรณ์เก่งอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

ลองมาดูคำว่ามีความรับผิดชอบสูงในรายละเอียดดูครับ ภายใต้คำว่า”มีความรับผิดชอบสูง”นั้น ต่างจากคำว่า”มีความรับผิดชอบ” ผมจะยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงให้เห็น เพื่อให้ผู้อ่านมองภาพได้ชัดและง่ายขึ้น

ในอดีตผมเคยกำหนดงานให้กับนาย ก ทำการติดตั้งระบบ Data Center ปรากฏว่าเมื่อถึงวันกำหนดส่งงาน นาย ก บอกว่างานไม่สามารถเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ เป็นเพราะว่าการไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับความต้องการตามที่เรากำหนดไว้ได้ นาย ก อธิบายต่อว่า เขาได้เดินเรื่องขอไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงต้นๆของโครงการตามระเบียบของการไฟฟ้าทุกอย่างแล้ว แต่ความล่าช้าเกิดจากการไฟฟ้า ทำให้งานเสร็จไม่ทัน ถ้าหากเราดูอย่างนี้จะเห็นว่า นาย ก ได้ทำงานตามแผนงานที่วางไว้ทุกอย่าง เขามีความรับผิดชอบในการเดินเรื่องตามระเบียบแล้ว แต่เนื่องจากความล่าช้าเกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะการไฟฟ้าที่เขาต้องรอ โดยเขาบอกว่ามันไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา เขาจึงทำอะไรไม่ได้
   
ในกรณีนี้ผมมองว่า นาย ก เป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่องาน ทำงานตามแผนงานที่วางไว้ แต่ผมยังไม่ถือว่าเขาเป็น Professional พอ ทำไมนะเหรอครับ ตอบง่ายนิดเดียว เพราะงานไม่เสร็จตามกำหนดนะสิ มาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าน่าจะมีหลายคนเริ่มเถียงผมในใจล่ะ “ก็เราไม่มีปัญญาไปควบคุมการไฟฟ้านี่นา แล้วจะให้ผมทำยังไง เป็นพี่ๆทำได้เหรอ พี่คุมการไฟฟ้าได้เหรอ บ้าหรือเปล่า”

ทีนี้ลองมาดูอีกรายหนึ่ง คนนี้เขามีหน้าที่เหมือนคนแรกแต่ดูแลที่ data center อีก site หนึ่ง (รายนี้ก็เป็นเหตุการณ์จริงเช่นกัน เพราะครั้งนั้นต้องขึ้น data center 2 site พร้อมกัน) และนี่คือสิ่งที่อีกคนที่เป็น Professional เขาทำกัน รายนี้เขาทำตามแผนที่วางไว้เหมือนกัน แต่สิ่งที่เขาทำเพิ่มคือ เขาจะคอยตามงานกับการไฟฟ้าเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าการไฟฟ้าจะจ่ายไฟมาให้ทัน และเมื่อเหตุการณคล้ายๆกันเกิดขึ้นคือ เกิดความล่าช้าภายในการไฟฟ้า นายคนนี้ถึงขั้น เข้าไปที่การไฟฟ้าเอง และตามเรื่องด้วยตัวเองตามแผนกต่างๆ มีถึงขั้นไปถึงตอที่เรื่องไปช้าที่คนมีอำนาจเซ็นแต่เรื่องโดนดองไว้ที่โต๊ะ ปรากฏว่า แทนที่นายคนนี้จะหยุดรอเพราะว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นมีตำแหน่งสูงกว่ามาก นายคนนี้กลับเข้าอีกทางคือ ไปดันให้ระดับ top management ของทางเราเองที่เป็นระดับสูงๆ โทรไปหาเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าคนนั้น เพื่อให้เร่งเซ็นอนุมัติให้ สุดท้าย Data center site งานนี้ก็สร้างเสร็จตามแผนงานทุกอย่าง เรื่องที่เล่านี้เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดในต่างประเทศครับ

หลังจากงานเสร็จ และได้มีโอกาสคุยกันเล่นๆกับเขา ผมเลยถามเขาว่า ยูต้องตามงานกันขนาดนั้นเลยเหรอ เขาตอบผมว่า “If the site cannot complete according to the schedule, it is my fault. No matter how many damn things I execute to you causes delaying, It still be my fault” (ต้องขอโทษที่ขอลงเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเป็นประโยค original จากปากของเขา ที่ผมได้ยินแล้วได้ใจดี) ผมฟังแล้วก็บอกได้ทันที่เลยว่า นี่แหละมือโปรตัวจริง นี่แหละที่เขาเรียกว่ามีความรับผิดชอบสูง เวลาเราทำงานและต้องส่งงาน ต้องมองอย่างนี้เสมอว่า ไม่ต้องไปคิดหาข้ออ้างใดๆทั้งสิ้นว่างานเราไม่เสร็จเพราะอะไร เพระถ้างานเราไม่เสร็จ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง มันก็เป็นเพราะเราไม่ได้เรื่องเอง เพราะฉะนั้นถ้าอยากเป็นคนที่ได้เรื่อง ก็หยุดคิดเรื่องข้ออ้างซะ จงทำทุกอย่างเพื่อให้งานเสร็จ

หัวหน้าผมเคยสั่งงานผมว่า “คุณจะทำไงก็ช่าง เรื่องของคุณ คุณจะไปฆ่าแกงใครเพื่อให้งานเสร็จก็ช่าง เมื่อถึงเวลา คุณต้องเอางานมาวางตรงหน้าผมให้ได้” และความเป็น Professional ก็จะวัดกันตรงนี้แหละ ว่าเมื่อถึงวันกำหนด คุณสามารถเอางานมาวางไว้บนโต๊ะได้หรือไม่ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น

เล่ามาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะรู้สึกตระหงิดๆกับสิ่งที่ผมบอก ว่าถ้ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วจะทำให้มันเป็นไปได้ได้ยังไง มันขัดๆกันอยู่นา ผมเลยอยากจะบอกว่า ผมก็เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนแล้วในอดีต แต่ผมก็ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องทะลุขีดจำกัดของความเป็นไปไม่ได้ออกมา จนขณะนี้ผมถึงสามารถมาเล่าให้ฟังได้ว่า เพียงแค่ประโยคง่ายๆว่า “ต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง”นั้นมันมีความนัยซ่อนอยู่อย่างไร

หากใครยังไม่แน่ใจ แต่อยากที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีคุณลักษณะนี้ภายในตัว ก็ขอให้ฝึกคิดอย่างนี้เสมอว่า งานที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้น เป็นงานสุดท้ายของชีวิต เป็นงานที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตของเรา ความสุขของครอบครัว ความอยู่รอดของคนที่อยู่ข้างหลังเรา หากเราทำพลาด เราจะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย โอกาสเดียวเท่านั้นที่เราต้องทำให้สำเร็จ เพื่อครอบครัวของเรา คิดอย่างเดียวคือต้องสำเร็จเท่านั้น พลาดคือตายสถานเดียว

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งผมเชื่อว่าคุณจะเข้าใจในเรื่องที่ผมพึ่งเล่าให้ฟังว่ามันมีความหมายอย่างไร และเมื่อคุณเข้าใจ คุณก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็น Professional มากขึ้น

แต่ให้ระวังให้ดีนะครับว่า การที่คุณมีความเข้าใจและพอมองเห็นความสำคัญของคุณสมบัติข้อนี้แล้ว มันไม่ได้ช่วยให้คุณเป็น Professional ได้แต่อย่างใด สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้คุณเป็น Professional ได้ก็คือ ต้องลงมือทำมัน จนเป็นนิสัย และนั่นแหละคุณถึงจะได้เป็น Professional จริงๆ เพราะมันจะอยู่ในตัวคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่เพียงอ่านผ่าน เข้าใจ และปล่อยให้มันเลยไป


เดี๋ยวมีตามมาอีกครับ

Fordot
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 กรกฎาคม 2008, 00:26:11 โดย fordot »
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ Kul_Ying

  • Thaiadmin Treasurer
  • *****
  • 1,017
  • 59
  • เพศ: หญิง
  • หัดเป็น Admin เจ้าค่ะ
    • ITSCS
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2008, 09:58:52 »
อันนี้วิธีคลายเครียดจากการอ่านหนังสือสอบ ป.โท ของพี่ dot เหรอคะ หุหุ สุดยอดจริงๆ เห็นวุ่นๆ เตรียมตัวสอบทุกวัน ยังอุตสาห์มาเขียนบทความดีๆ ให้อีก  O0
เมื่อผู้ให้   ให้ด้วยใจ   ที่อยากให้   ถ้าอยากได้   ก็รับไว้   ไม่ถือสา   ไม่อยากได้   ก็ผ่านไป   ไม่ได้ว่า   แต่กังขา   ไม่ได้ทำ   ติทำไม
เมื่อผู้ให้   ให้ด้วยใจ   ที่อยากให้   ก็รับไป   อย่างที่ให้   ไว้ได้ไหม   ไม่เห็นต้อง   สร้างเงื่อนไข   ให้วุ่นวาย   รับไม่ได้   ไม่ต้องรับ   ก็จบกัน

ออฟไลน์ M.a.k.u.b.e.x

  • Global Project Leader
  • *****
  • 3,790
  • 88
  • เพศ: ชาย
  • Are you alone in the Dark?
    • IT Solutions Consultant and Services Co., Ltd.
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2008, 10:13:21 »
ยังมีเวลาว่างนั่นเขียนอีกแฮะ  ;D  แต่บ่นกะเราว่าวุ่นทั้งวัน 555

บทความดีมากมายเลยคับ   O0

ออฟไลน์ Nostalgia

  • *****
  • 3,864
  • 140
  • เพศ: ชาย
  • <= ถึงจะเป็น admin เซอๆ แต่ผมก็จน =>
    • ส่วนตัว
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 08:07:07 »
แวะมาอ่านและเก็บความรู้เข้าคลังสมอง  O0

นานๆ พี่ดอท จะแวะมาเขียนบทความดีๆ แบบนี้

สู้ๆ ครับพี่

ให้ฉันดูแลเธอ รักเธอได้ไหม

(\_/)
(='.'=)
("")_("")

ออฟไลน์ sf_alpha

  • *****
  • 3,936
  • 89
  • เพศ: ชาย
  • The SF-Alpha
    • My Profiles
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 08:46:16 »
อ่านแล้วนึกถึงนิสัยคนไทย ... - -'!

เอาสู้ต่อไป (รอตอนต่อไปด้วย)

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 14:05:15 »
ความคงเส้นคงวาของการทำงานและรักษาคุณภาพสูง

ในคุณลักษณะข้อนี้สามารถอธิบายง่ายๆได้ว่า คนที่เป็น Professional นั้นจะต้องไม่ทำงานเป็นประเภทผีเข้าผีออก หรือสามวันดีสี่วันร้าย งานที่ทำออกมาจะต้องมีคุณภาพในระดับที่สูงและคงที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ การปฏิบัติตัวในเวลาทำงานก็ต้องคงที่คงวา ลักษณะของ Inter personal กับคนอื่นๆก็ต้องมีความคงเส้นคงวา ฟังดูก็ไม่น่าจะใช่คุณลักษณะอะไรที่ทำได้ยากใช่ไหมครับ แต่เชื่อไหมว่าแค่เรื่องธรรมดาที่เข้าใจง่ายๆนี่แหละครับที่จะเป็นตัวชี้ได้ว่าใครเป็นมือสมัครเล่น ใครมือโปร

ในสภาพการทำงานทั่วๆไปนั้น เราจะยังไม่เห็นความแตกต่างของคนสองคนที่มีหรือไม่มีคุณสมบัติข้อนี้  เพราะในสภาพการทำงานแบบปกติที่ไม่มีความเครียดหรือความกดดันขนาดใหญ่ คนทั่วไปก็จะแสดงลักษณะบุคลิกของตัวเองในรูปแบบที่ตัวเองสามารถควบคุมได้ออกมา แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เกิดสภาวะที่มีความเครียดในงาน หรือความกดดันในการทำงานสูงๆ บุคลิกที่ซ่อนอยู่จะเริ่มแสดงตัวออกมา วิธีสังเกตุสิ่งที่ผมพูดไปนั้นว่าจริงหรือไม่ ก็ให้สังเกตุตัวเราเองนี่แหละว่า ช่วงไหนที่เรามีความเครียดสูงๆหน่อย เราอาจจะเริ่มหัวเสียง่ายขึ้น มีความอดทนต่อความผิดพลาดนิดหน่อยที่เกิดขึ้นไม่ค่อยได้ ใช่ไหมครับ ถ้าใช่ นั่นล่ะครับคือสิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงในเนื้อหานี้

เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงให้ฟัง ในเคสช่วงหนึ่งที่ทีมผมจำเป็นต้องออกแบบระบบ Network ใหม่ ที่ต้องมีการ Improve network architecture จากระบบเดิมที่มี Redundancy อยู่แล้วหลายจุด แต่ยังมีอีกหลายจุดที่ยังเป็น Single point of failure ให้เป็นระบบ Fully redundancy แบบเต็มๆ 100% ความยากของการทำงานครั้งนี้ นอกจากตัวระบบเดิมที่มีความซับซ้อนอยู่ในตัวเองสูงมากอยู่แล้ว เพราะเป็นระบบที่เป็น core ที่ต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆอีกมากมาย การอัพเกรดครั้งนี้ยังต้องห้ามมี down time นั่นคือจะต้องออกแบบขั้นตอนการอัพเกรดแต่ละขั้นให้ traffic ไม่มีการ interrupt เพราะมันเป็นระบบที่ต้องรัน 24x7 ตลอด 365 วันต่อปี และมี user ใช้งานจำนวนมาก
   
ในช่วงที่เริ่มออกแบบตัว architecture นั้น จะมี Expert จากหลายๆส่วนเข้ามาร่วมกันออกแบบ ความยากนั้นอยู่ตรงที่ว่าไม่มี Expert คนไหนที่สามารถลงรายละเอียดทุกอุปกรณ์ได้ด้วยตัวคนเดียว การทำงานจึงยากเป็นพิเศษ เพราะต้องค่อยๆคุยไปทีละส่วนๆ แล้วค่อยเอามาประกอบเป็นภาพใหญ่ และวิเคราะห์ซ้ำอีกหลายๆรอบ เพื่อให้ลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในห้วงเวลาของการทำงานชิ้นนี้ ในช่วงของการออกแบบนั้นกินเวลากว่า 2 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างว่าจะเป็นไปตามความต้องการที่กำหนดไว้ และหลังจากที่ออกแบบ architecture เสร็จ ก็เป็นขั้นตอนการออกแบบ Procedure เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการอัพเกรด และการทดสอบในรายละเอียดของแต่ละจุดโดยละเอียด นี่ก็กินเวลาอีกเกือบเดือน จากนั้นช่วง Implement จริง ใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 2 เดือนกับปัญหามากมายที่ต้องเจอและต้องแก้ไขในแบบวันต่อวัน

ในช่วงเวลาเหล่านี้เองที่ทำให้ผมได้เริ่มเห็นว่ามีใครในทีมบ้างที่มีคุณสมบัติตามข้อนี้คือความคงเส้นคงวา ทั้งนี้ดูได้จาก เมื่อแต่ละคนอยู่ภายใต้สภาะความเครียด ความกดดันระดับสูง และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ปัญหามีเป็นจำนวนมากที่ต้องได้รับการแก้ไข บ่อยครั้งที่การออกแบบ ยิ่งทำยิ่งเจอปัญหา ทำไปจนเจอตอหาทางออกไม่เจอก็มีเป็นบ่อยครั้ง และตอนนี้เอง ในทีมผมเริ่มมีบางคนที่เริ่มถอดใจ และเริ่มไม่อยากทำต่อ เพราะมันเหมือนยิ่งทำยิ่งมีปัญหามากขึ้นๆ เหมือนกับว่าปัญหามันจะมีมาไม่จบไม่สิ้น หรือเพราะหาทางออกในการแก้ปัญหาไม่เจอ ในขณะที่ก็มีอีกบางคนที่พยายามหาทางตลอดเวลา อย่างไม่ย่อท้อ (ไม่ใช่หาไปเรื่อยๆตามหน้าที่นะครับ) มีปัญหาก็แก้ไขให้ลุล่วง ผมสังเกตุว่าคนกลุ่มนี้จะมีระดับความคิด ความพยายาม ความอดทนของเขาจะคงที่ ต่อเนื่อง และคงเส้นคงวา

ในช่วงนี้แหละที่คนที่ผมมองว่าเขาเป็นโปร เขาจะทำงานอย่างคงเส้นคงวา คือ เมื่อเจอทางตัน แทนที่เขาจะท้อ แต่เขาจะเริ่มต้นใหม่ เริ่มคิดจากศูนย์และลองคิดแบบอื่น มองทุกรายละเอียด คิดแล้วคิดอีก เอาแบบที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับปัญหา ในขณะที่บางครั้ง พวกเราหลายคนก็จะถามว่าทำไมพวกเราจะต้องดันทุรัง ต้องพยายามขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้ แค่ยอมให้ข้อกำหนดหย่อนลงอีกนิดหน่อยทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น แต่สุดท้ายกลุ่มคนที่ยังมีระดับความพยายามอย่างต่อเนื่องก็จะไม่ยอมหยุด แล้วผลสุดท้ายความพยายามที่ทำกันก็ประสบความสำเร็จ สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จนผลงานสุดท้ายในภาพรวมก็ออกมาได้อย่างมีคุณภาพระดับที่สูงตามเป้าหมายที่วางไว้

จากที่ยกตัวอย่างให้ฟัง ให้ลองสังเกตุวิธีการทำงานของคนที่มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง และพยายามรักษาคุณภาพงานให้อยู่ในระดบสูงเอาไว้นั้น เขาทำงานอย่างไร สิ่งนี้เองที่เป็นจุดที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นโปรว่า เขาจะไม่ยอมลดคุณภาพของงานลงเพราะความอ่อนแอภายในตัวเขาเองจากความท้อแท้ต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ภายใต้สภาวการณ์ที่ถูกกดดันสูงๆ (จะมีแต่ในบางกรณีหากเจ้าของงานตัดสินใจที่จะลดคุณภาพลง โปรนั้นก็ต้องทำตามที่เจ้าของงานกำหนดด้วย ไม่ใช่ว่าหัวชนฝาไม่ยอมลดอย่างเดียว อันนี้ต้องแยกให้ออกนะครับ) โดยพวกเขาเหล่านี้จะยึดเอาคุณภาพของงานที่ออกจากมือเขาเป็นหลัก ว่างานที่ออกจากมือเขา เขาจะต้องรักษาคุณภาพไว้ให้คงที่ได้ตลอด

สำหรับเด็กรุ่นใหม่ หากอยากมีนิสัย หรือคุณสมบัติข้อนี้ในตัว จะต้องฝึกการทำงานให้รักษาคุณภาพของงานให้คงที่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าเราจะทำงานภายใต้สภาวะการณ์ใดๆก็ตาม ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานง่าย งานยาก งานที่ถูกกดดันน้อยๆ ถูกกดดันมากๆ ค่อยๆฝึกที่จะควบคุมคุณภาพ อย่าให้มีการอ่ออข้อต่อข้อกำหนดของงานอย่างเด็ดขาด เมื่อฝึกนิสัยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งต้องทำงานในระดับสูงๆ นิสัยหรือคุณสมบัติตัวนี้จะเป็นตัวสนับสนุนให้เราทำงานเข้าใกล้ความเป็นโปรมากขึ้น

Fordot
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ sandbox

  • *****
  • 506
  • 29
  • เพศ: ชาย
  • กลับสู่ด้านมืด : Welcome back my dark side.
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 14:17:03 »
มีคำถามครับพี่

หัวหน้ามักจะ assign งานให้แบบว่า มหาศาล แต่ due date สั้นจู๋ อะไรแนวๆนี้ครับ
ซึ่งมนุษย์ธรรมดามักจะทำไม่ค่อยทัน ถึงทันก็จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก
เราควรทำไงดีครับ ถึกๆทำไปให้เสร็จโดยไม่มีประสิทธิภาพแบบนี้ก็ไม่ดี จะขอเลื่อนหัวหน้าก็คงจะดูไม่ค่อยดีนัก

คิดว่าใครหลายๆคนคงโดนมาแบบนี้ไม่มากก็น้อยอะครับ เลยแอบถามเผื่อ

ขอบคุณล่วงหน้าครับพี่  :)
SANS Reading Room
เงินเดือนน้อย มิใช่ได้มา เพราะโชคช่วย

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 15:59:56 »
ถ้าจะตอบ คงต้องแยกออกเป็น 2มุมมอง

1. มุมมองแบบคนทำงานทั่วไป
   1.1 โดยทั่วไปหากหัวหน้าคนนั้นเป็นหัวหน้าที่รู้จักการประเมินเนื้องานและresource ในการทำงานให้บรรลุผล แล้ว assign งานให้เรา แต่เราดันมีความรู้สึกว่างานเยอะ ให้เวลาน้อย เราทำไม่ทัน ถ้าเป็นแบบนี้ แปลว่าตัวเราเองที่มีความสามารถไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น แบบนี้ต้องปรับปรุงตัวเอง ซึ่งอาจจะปรึกษาหัวหน้างานว่าทำงานไม่ทัน หรือขอคำแนะนำเพื่อให้เราทำงานได้เร็วขึ้น หรือให้เขาอธิบายเนื้องานให้ชัดเจน เราจะได้ทำงานได้เร็วขึ้น
   1.2 หากหัวหน้าเป็นประเภท assign งาน ไม่เป็น จนทำให้เนื้องานมากจนเกินไปจริงๆ อันนี้ต้องแก้โดยการคุยกับหัวหน้า เพื่อให้เขาเห็นว่างานล้นมือจริงๆ

2. มุมมองแบบคนไม่ปกติ
   ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น มีงานมาก็ต้องทำให้เสร็จตามเป้าหมาย ถ้าเวลามีอยู่อย่างจำกัด ก็ต้องรู้จักกำหนด priority ให้กับงาน แล้วทำงานที่สำคัญให้เสร็จก่อน แล้วค่อยทำงานที่เหลือให้สำเร็จ แต่สุดท้าย ก็ต้องทำทั้งหมดให้เสร็จ ด้วยคุณภาพที่บรรลุตามเป้าหมายนะครับ ไม่ใช่ผลงานแค่พอทำให้ผ่านๆไป อันนี้ไม่ได้

อยากทำแบบข้อ 1 หรือ 2 ก็ต้องเลือกเอาว่าอยากเป็นแบบไหนในอนาคต แต่พี่พอจะบอกได้ว่าถ้าอยากไปทำงานใหญ่ๆที่เราจะได้ค่าตัว ระดับหลายแสนนั้น คน assign งานเขาไม่มาสนใจหรอกว่าเราจะทำงานเหนื่อยแค่ไหน เขารู้แค่ว่า อีกสามวันงานต้องเสร็จ และเราก็ต้องทำให้ได้ด้วย

เมื่อก่อนพี่ก็เคยได้รับงาน ที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Bullshit schedule มีเวลาทำให้เสร็จภายใน 2 เดือน ทุกคนพูดเหมือนกัน schedule นี้ไม่มีทางทำเสร็จ (ส่วนว่าทำไมต้องใช้ schedule นี้มันก็มีความจำเป็นในระดับบนๆอีกที ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเขา) งานนี้พี่เป็น PM และสุดท้ายก็สามารถทำให้เสร็จได้ทัน โดยไปเสร็จเอาตอนห้าทุ่มวันสุดท้าย คือเสร็จก่อน schedule 1 ชั่วโมง ตัวอย่างนี้ เพียงแค่พี่เห็นด้วยกับคนอื่นๆ ว่าไม่มีทางเสร็จ รับรองงานไม่มีวันเสร็จแน่นอน แต่ถ้าเรามองไปที่เป้าหมายและพยายามทำให้ได้ มันก็มีโอกาสที่จะสำเร็จใช่ไหมครับ


ไม่รู้ว่าตอบตรงประเด็นหรือเปล่านะครับ แต่ก็หวังว่าพอเป็นแนวทางให้ได้

Fordot


กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ SamaKitty VB

  • Global Develop Leader
  • *****
  • 2,949
  • 177
  • เพศ: ชาย
  • ไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนพิเศษ ไม่ใช่..!!
    • Thaiadmin.org Power by : VBNeverdie.com
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 16:22:40 »
ไม่รู้ว่าตอบตรงประเด็นหรือเปล่านะครับ แต่ก็หวังว่าพอเป็นแนวทางให้ได้



เยี่ยมเลยครับ  สุดยอด

Hi... Welcome to Thaiadmin.org
Power by VBNeverDie.Com

SMF Mod & Template Modify, Hosting, Chat Room, Joomla Web, Flash Header, Images Decorate

ขออภัย ถ้าไม่ตอบ PM ครับ : กรุณา ถามตอบในบอร์ด

ออฟไลน์ isrich

  • **
  • 378
  • 0
  • เพศ: ชาย
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 16:58:36 »
อ้างถึง
เพียงแค่พี่เห็นด้วยกับคนอื่นๆ ว่าไม่มีทางเสร็จ รับรองงานไม่มีวันเสร็จแน่นอน

เยี่ยม ครับ
<b>กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย</b>
เออ!!!! เดิมก็ไม่มี รูปนี่หว่า

ออฟไลน์ sandbox

  • *****
  • 506
  • 29
  • เพศ: ชาย
  • กลับสู่ด้านมืด : Welcome back my dark side.
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 17:40:36 »
ขอบคุณมากครับพี่
SANS Reading Room
เงินเดือนน้อย มิใช่ได้มา เพราะโชคช่วย

ออฟไลน์ GaMes

  • *
  • 367
  • 1
  • เพศ: ชาย
  • Internet is Mylife
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 18:12:09 »
รออ่านต่อครับ
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

outofhole

Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2008, 18:30:56 »
โดนจริงๆเลยครับ ตอนที่ 3
กำลังเป็นอยู่เลยครับ หมดกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ต่อไป

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 17 กรกฎาคม 2008, 21:20:26 »
ความตรงต่อเวลาในการส่งงานตามเป้าหมายสูง
เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายกันมากมายนัก เพราะทุกคนต่างเข้าใจกันดีอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้มันจะขึ้นอยู่กับแต่ละคนเองว่าใครจะรักษาเวลาได้มากกว่ากัน และการส่งงานได้ตรงตามเวลานั้น งานก็จะต้องมีคุณภาพได้ตรงตามที่ข้อกำหนดวางไว้เช่นกัน ไม่ใช่ว่าเน้นแต่ส่งให้ตรงตามเวลา แต่คุณภาพงานนั้นกลับตกจากข้อกำหนด หรือเป้าหมายที่วางเอาไว้

หลายคนอาจจะมองไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เท่าไหร่ คือมองแค่ว่า ใช่ เราจะต้องตรงต่อเวลา แต่ทุกคนมองไม่ออกว่า การรักษาเวลา สามารถส่งงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น เป็นการสร้างเครดิตให้กับตัวเองสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่าลืมนะครับว่าการจะเป็นโปรนั้นไม่ใช่เป็นด้วยการที่ตัวเราบอกตัวเราเองว่าเราเป็นโปรแล้ว แต่การเป็นโปรนั้น มันขึ้นอยู่กับคนอื่นว่าเขาจะมองว่าเราเป็นมือโปรหรือไม่ต่างหาก ดังนั้นสำหรับคนที่เป็นโปร เรื่องการรักษาเครดิตถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อ commit ที่จะส่งงานแล้ว หรือเมื่อได้รับการมอบหมายงานแล้ว ก็ต้องรักษา Commitment ของตัวเองไว้ให้ดี และต้องทำให้ได้ตามนั้น

สำหรับการฝึกเพื่อให้เกิดนิสัยข้อนี้ เราจะต้องมีการวางแผนงานที่ดีดังนี้

1. เราต้องชัดเจนว่า งานที่จะทำมีเป้าหมายอะไรบ้าง เพราะถ้าหากเป้าหมายไม่ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร แล้วเราจะบอกว่าทำงานเสร็จได้อย่างไรจริงไหม มันจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดบ่อยๆว่า เราส่งงานไปให้หัวหน้า แล้วหัวหน้าก็บอกให้ไปทำมาใหม่ แบบนี้ต่อให้เราส่งงานทันเวลา ก็ไม่เรียกว่าเราทำงานเสร็จ เพราะงานที่ส่งไปไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไขใหม่ ดังนั้น เราต้องรู้ว่าอะไรคือเป้าหมาย และก่อนส่งงานเราต้องสรุปเนื้องานของเราให้ได้ว่า สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ลองนึกง่ายๆดูว่า สมมุติว่าเรามีลูกน้อง และเมื่อมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนระหว่างคนมอบหมายและคนได้รับการมอบหมาย และงานที่ได้รับจากลูกน้องของเราก็สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ครบถ้วน ถ้าลูกน้องเราทำได้แบบนี้เรื่อยๆ ก็ลองนึกเอาเองล่ะกันว่าเราจะเริ่มมองลูกน้องเราว่าเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าเกือบจะทั้งหมดจะเริ่มให้เครดิตและความไว้เนื้อเชื่อใจกับลูกน้องคนนี้ขึ้นเรื่อยๆ และนั่นแหละ คือ”เครดิต”ที่ผมพูดถึง

2. หลังจากรู้เป้าหมาย เราก็ต้องวางแผนเรื่องเวลาให้ดีเพื่อให้เสร็จตามกำหนด และในการวางแผนที่ดี ควรจะทำตาราง schedule ออกมาให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะใช้โปรแกรมอย่าง Microsoft project หรือจะใช้ Excel ทำเป็นตารางงานก็ได้ ข้อระวังอย่างหนึ่ง คืออย่าทำให้ตารางซับซ้อนจนเกินไป เพราะจะทำให้การติดตามงานยุ่งยาก ยกเว้น กรณีที่เนื้องานมีความซับซ้อนสูง ก็ค่อยใส่รายละเอียดให้ครบ

3. เมื่อมีเป้าหมาย มีตารางเวลา ที่เหลือก็เริ่มลงมือทำงาน ในช่วงนี้ให้ระวังเผื่อเวลาเพื่อไปแก้ปัญหาที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นด้วยนะครับ งานส่วนไหนที่รีบทำเสร็จได้ก่อนก็รีบทำซะ เพราะต้องเผื่อเวลาไว้ให้กับกรณีฉุกเฉิน จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาอยากจะบอกว่า ทุกโครงการมีปัญหาเสมอไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จนผมเองชินกับการแก้ปัญหา คือคิดว่าปัญหามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ และเตรียมรับมือไว้ตลอด ก็เลยกลายเป็นว่า ผมสามารถแก้ปัญหาได้เร็ว อันมีผลต่องานที่สามารถทำให้เสร็จได้ตามเป้าหมาย

4. ก่อนส่งงาน สรุปเนื้องานให้ชัด ทบทวนอีกรอบว่าอะไรคือเป้าหมายหรือ mission แล้วดูงานของเราว่าตรงตามเป้าหมายที่วางไว้หรือเปล่า ให้ฝึก defense งานในใจว่าถ้าหัวหน้าถาม เราจะตอบอย่างไร ส่วนใหญ่พวกคนเทคนิคอลมักจะมาตายเอาตอนสุดท้ายคือ ทำงานเป็นแต่ present ไม่เป็น (คิดว่าโดนหลายคน) แต่ถ้าพวกคุณอยากก้าวขึ้นมาเป็น Professional เรื่องการ present งาน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว และกรุณาอย่ามาอ้างว่า “ใช่ครับ ผม present ไม่เป็นจริงๆครับ ก็ให้หัวหน้าเขาดูเอาเองจะดีกว่า” พวกเราจะต้องหยุดคิดแบบนี้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องฝึก ให้ฝึกพูดในใจ หลักการการฝึก Present หรือบางครั้งเรียกว่า defense งานคือ ให้ฝึกพูดในใจ ให้นึกเอาว่าหัวหน้าเขาจะถามอะไรบ้าง แล้วเราจะหาทางตอบได้อย่างไร พยายามนึกว่าหัวหน้าจะถามอะไรที่มัน เป็นคำถามธรรมดาๆหรือขั้น advance หรือคำถามงี่เง่าๆ ถ้าเราฝึกซ้อมในใจไว้ก่อน เวลาส่งมอบหมายงานจริงแล้วพอเราโดนซัก เราก็จะตอบได้คล่อง ไม่ต้องมานั่งนึกเอาเวลานั้น แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่า present เป็น คือถามอะไรมาก็ตอบได้ทุกมุม (ก็เพราะเราซ้อมในใจมาแล้วไง) เมื่อรู้วิธีฝึกแล้วก็จงฝึกเสียนะครับ

สรุปความสำคัญของข้อนี้ง่ายๆว่า การส่งงานให้เสร็จตามเป้าหมายได้ทันตามเวลาที่กำหนด ก็เหมือนกับการเก็บแต้มเก็บเครดิตของการเป็นโปร ยิ่งเก็บได้มากเท่าไหร่ คนก็จะเริ่มมองเราเป็นโปรมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าใครอยากฝึกเพื่อเป็นโปร ก็ควรฝึกให้มีคุณสมบัตินี้อยู่ในตัวอยู่ตลอดเวลา

Fordot
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

SPYMan

Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2008, 22:13:35 »
Thanks in advance O0

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2008, 17:38:44 »
ความสามารถในการทำงานเป็นทีมสูง
ในกรณีของการทำงานร่วมกันเป็นทีมนั้น คนที่เป็น Professional จะต้องมีความสามารถในการทำงานร่วมกับคนอื่นได้ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เป็นเพราะว่า Professional จะต้องมองที่ผลงานเป็นหลัก และเมื่อชิ้นงานนั้นจะสำเร็จลงได้ด้วยการทำงานเป็นทีม ดังนั้นโปรก็ต้องมีความสามารถการทำงานเป็นทีมที่สูงด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผลงานของทีมสำเร็จตามเป้าหมาย

ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังเคสหนึ่ง เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนฮ่องกง คนนี้นับว่ามีความสามารถในการทำงานที่สูง สามารถควบคุมคนในทีมให้ทำงานตามที่กำหนดไว้ได้ค่อนข้างดี ถ้าหากเรามอบชิ้นงาน(ขนาดไม่ใหญ่นัก)ให้เขาเป็นคนควบคุม เขาก็จะสามารถส่งมอบงานได้ตรงตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นด้านเวลาหรือคุณภาพ ซึ่งถ้าหากเราเห็นอย่างนี้ เราก็พอจะบอกได้ว่าเพื่อนผมคนนี้ เขาก็จัดเป็นคนที่ทำงานในระดับโปรได้คนหนึ่งเหมือนกัน

แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาต้องเข้ามาทำงานในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องมีการทำงานกันเป็นทีมใหญ่ๆ เขาจะต้องประสานงานกับทีมอื่น ไม่ใช่แค่ทำแต่งานตัวเองคนเดียว ผมกลับพบว่าเพื่อนผมคนนี้ทำงานเป็นทีมไม่ได้เรื่องเลย เวลาเขาทำงาน เขาก็จะสนใจแต่งานของตัวเอง เวลาที่ตัวเองทำงานเสร็จหรือมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เขาก็จะไม่มีการอัพเดททีมถึงสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่มีการบอกแผนงานของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเพียงพอเพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น หรือบางครั้งหากต้องการงานบางชิ้นงานจากทีมอื่น ก็ไม่ได้มีการบอกรายละเอียดล่วงหน้าไว้ก่อน ทำให้จังหวะการทำงานทั้งโครงการไม่เป็นไปในจังหวะเดียวกัน สุดท้ายก็ปรากฏว่าโครงการล่าช้า โดยงานของตัวเขาเองไม่สามารถเสร็จตามกำหนดหลักไว้ได้ ทั้งๆที่งานนั้นมีเวลาบัฟเฟอร์ไว้เป็นเดือนแล้ว แต่ก็ยังมาเสร็จทีหลังเขาจนได้ อย่างนี้เป็นต้น

ผมเองเคยคุยกับเพื่อนคนนี้และได้เตือนเรื่องการทำงานเป็นทีมของเขา จากการสังเกตุ ผมพบว่าการทำงานของเขา จะเป็นลักษณะการทำงานตามนิสัยส่วนตัว นั่นคือเขามีนิสัยทำงานแบบชอบโชว์เดี่ยว มีความเป็นตัวเองสูง เลยทำให้เขาไม่ค่อยสนใจคนอื่นซักเท่าไหร่ สิ่งที่เขาให้ความสนใจจะมุ่งไปที่งานส่วนตัวที่ได้รับมอบหมายจากทีมเท่านั้น เขาเองไม่ค่อยจะสนใจว่างานภาพรวมของทีมจะออกมาเป็นอย่างไร และเขาก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าจะมีคนอื่นที่จะต้องทำงานต่อจากเขา หรือต้องรอทำงานต่อจากงานที่เขาทำเสร็จ

จากที่พูดมาหากสังเกตุให้ดีก็สรุปได้ง่ายๆว่า อย่าทำงานโดยยึดตามนิสัยส่วนตัวเป็นหลัก ดังนั้นสำหรับใครที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ทักษะการทำงานเป็นทีมถือว่าสำคัญมาก เพราะการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่ดี จะนำไปสู่ความสำเร็จของชิ้นงานที่ตัวเองทำอยู่และส่งผลให้งานของทั้งโครงการสำเร็จลงได้ด้วยดี แต่หากคนไหนที่ชอบทำงานแบบฉายเดี่ยว ไม่ต้องมีทีม คุณสมบัติข้อนี้ก็อาจจะไม่จำเป็น แต่อย่าลืมสิ่งหนึ่งคือ งานที่ทำได้โดยการฉายเดี่ยวนั้นมักเป็นงานที่ไม่ใหญ่ ถ้าหากใครอยากเป็นโปรที่ทำงานกับระบบใหญ่ๆระดับเป็นพันล้านได้ ล้วนต้องสั่งสมประสบการณ์การทำงานเป็นทีมทั้งนั้นครับ

ส่วนวิธีการฝึกตัวเองเพื่อให้มีคุณสมบัติข้อนี้ ไม่ใช่แค่เพียงฝึกทำงานร่วมกับคนอื่นแบบธรรมดาๆ แต่ว่าจะต้องเริ่มจากการฝึกพิจารณานิสัยของตัวเอง เพราะโดยปกติคนสายเทคนิคมักจะมีนิสัยชอบทำงานคนเดียวหรือพวกฉายเดี่ยวอยู่ในตัวเสมอ ดังนั้น เราจะต้องมองให้เห็นตัวเราเองก่อนว่าเรามีสิ่งนี้อยู่ในตัว เมื่อมองเห็นแล้ว ต่อมาเราจะต้องฝึกการทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นทีม โดยให้คอยระวังอยู่เสมอว่าอย่าให้นิสัยส่วนตัวมาเป็นอุปสรรคของการทำงานร่วมกับคนอื่น

สำหรับการฝึกทำงานเป็นทีมนั้น เราจะต้องฝึกที่จะคิดว่าเราคือ Project Manager ถึงแม้เราจะเป็นแค่หมากเล็กๆของโครงการก็ตาม เพราะการฝึกคิดเช่นนี้จะทำให้เราเริ่มมองการทำงานเป็นภาพรวม ที่เน้นผลงานของทีม มากกว่าผลงานส่วนตัว เราจะต้องฝึกคิดเสมอว่า เวลาเราทำงาน มันจะมีคนอื่นอีกไหมที่จะต้องทำงานต่อจากเรา เราต้องคอย update สถานะการทำงานให้คนที่เกี่ยวข้องรู้ หรือการยินดีมีส่วนร่วมทีมในการแก้ปัญหาร่วมกัน หากฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ความสามารถในการทำงานเป็นทีมของเราก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆเองครับ

มี Ego ที่ต่ำ แต่มีความมั่นใจในตัวเองสูง

ข้อนี้เป็นคุณลักษณะที่ใช้ตัดสินความเป็นโปรตัวจริงได้ค่อนข้างชัดทีเดียวครับ คนที่มีคุณลักษณะนี้จะเป็นคนที่มีความมั่นใจในความรู้ความสามารถตัวเองที่สูง แต่ในขณะเดียวกันกลับเป็นคนที่มี Ego ที่ต่ำ และพยายามรับฟังทุกความคิดเห็น รวมถึงการพยายามคิดว่าตัวเองยังมีที่ผิดอยู่ที่จุดไหน และเปิดใจกว้างเพื่อรับฟังทุกอย่าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วยในการแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง จากที่กล่าวมา หลายคนคงจะสับสนว่า ไอ้พวกคนที่มักจะคิดว่าตัวเองอาจจะมีที่ผิดอยู่เสมอและพยายามฟังเพิ่ม เพื่อจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง จะนับได้ว่าพวกนี้เป็นพวกที่มั่นใจในตัวเองสูงได้อย่างไร ฟังดูขัดๆกันใช่ไหมครับ แต่อันที่จริงแล้วคำว่า Ego กับคำว่าความมั่นใจนั้น เป็นคนละเรื่องกันเลย

คำว่ามีความมั่นใจนั้น เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะคนที่มีความมั่นใจ เขาจะสามารถอธิบายถึงความมั่นใจของเขาได้เป็นฉากๆอย่างมีหลักการและเหตุผลเลยว่ามันเป็นอย่างไร มันทำงานได้อย่างไร และเพราะอะไรเขาถึงมั่นใจในสิ่งที่เขาพูด แต่ในขณะที่ Ego นั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นอะไรที่อธิบายไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกล้วนๆว่าฉันเก่ง ฉันรู้มาก คนอื่นไม่อยู่ในสายตา ความรู้ที่ฉันมีคือความถูกต้องเสมอ

จะเห็นได้ว่าสองสิ่งนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง และเพราะเรารู้ว่า Ego เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน มันเป็นแค่ความเขลาของปัญญาที่เกิดขึ้นมาโดยอคติในใจ ซึ่ง Ego จะกลายมาเป็นตัวบดบังไม่ให้เราเปิดใจรับฟังคนอื่น ดังนั้นคนที่มีคุณลักษณะจะขึ้นเป็นโปรนั้น จึงต้องเป็นคนที่เปิดใจกว้าง รับฟัง และเรียนรู้จากผู้อื่นอยู่เสมอ มันจึงทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ ได้ แต่ในขณะที่คนที่มี Ego สูงนั้น มันจะกลับกลายเป็นเครื่องบดบังการเรียนรู้ และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะเก่งไปเรื่อยๆได้อย่างไร

ส่วนใหญ่คนที่มี Ego สูงๆที่ผมเห็นมา ล้วนแต่เป็นพวกที่พอรู้บ้าง หรือรู้แค่งูๆปลาๆ แต่กลับวางตัวเองซะใหญ่โต บางคนถึงขั้นบอกว่าเขาผิดไม่ได้เลย ถึงขั้นโกรธเอาก็มี สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำไว้ก็คือ จงลด Ego ในตัวเองลงให้มากที่สุด และพยายามฟังผู้อื่นให้มากที่สุด ไม่ว่าผู้อื่นนั้น จะมีความรู้มากหรือน้อยกว่าเราก็ตาม

ข้อสังเกตุอย่างหนึ่งที่มองเห็นคือ ในช่วงที่ผมทำงานอยู่ต่างประเทศ ผมไม่เคยเห็นคนเก่งๆมี Ego ซักคนเดียว ทุกคนที่ทำงานด้วยจะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลตลอด ถ้าเขามั่นใจในสิ่งที่เขาทำ เขาก็จะพยายามอธิบายอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งบางคนที่สุดท้ายต้องเป็นฝ่ายยอมรับเหตุผลอีกฝ่าย ก็มักจะพูดคล้ายๆกันว่า นี่เป็นความรู้ใหม่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน และขอให้อีกฝ่ายอธิบายในรายละเอียดให้มากขึ้น

วิธีฝึกเพื่อลด Ego ของตัวเองลงคือ ให้ฝึกคิดเสมอว่า เราน่าจะรู้เรื่องนี้ไม่ทั้งหมด เราต้องฟังเขาพูดให้ชัดเจนก่อน คือฝึกเป็นคนฟังมากกว่าคนพูด เพื่อฟังแล้วก็พยายามคิดหลักเหตุผลตามไปเรื่อยๆ และเปิดใจกว้างที่จะยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นๆ เมื่อฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ Ego ที่แข็งๆในตัวเราก็จะเริ่มอ่อนลง

Fordot
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2008, 14:29:07 »
มีความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความรู้พื้นฐาน

สำหรับคนที่จะเป็นมือโปรได้นั้น คุณสมบัติข้อนี้ถือเป็นข้อที่ต้องมีเป็นอันดับต้นๆ คำว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ตัวเองทำเป็นอย่างดีนั้น จะต้องเป็นความเข้าใจตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูงที่นำมาใช้งาน และยิ่งโดยเฉพาะความรู้ระดับพื้นฐานถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ทั้งนี้เป็นเพราะว่าความรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆนั้น มักจะเป็นความรู้ที่ถูกพัฒนามาจากความรู้ในระดับพื้นฐานทั้งสิ้น หากคนๆนั้นมีความรู้พื้นฐานเพียงผิวเผิน ไม่ได้เข้าใจการทำงานของมันอย่างถ่องแท้แล้ว โอกาสที่คนนั้นจะก้าวไปสู่ระดับโปรที่ต้องใช้ความรู้ระดับสูง หรือแม้กระทั้งการนำความรู้ระดับสูงมาประยุกต์พัฒนาเพื่องานชิ้นใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อนนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก

ยกตัวอย่างงานทางด้าน Networking ความรู้ระดับพื้นฐานที่จะต้องมีแน่นๆคือ OSI 7 Layer, IP Routing, Protocol stack เป็นต้น บางคนอาจจะมองว่าความรู้เหล่านี้เมื่อเรียนผ่านไปแล้ว ก็ถือว่าเรามีความรู้แล้ว ก็ไม่ค่อยจำเป็นที่จะต้องมาอ่านซ้ำ หรือศึกษาในรายละเอียดซ้ำอีก แต่ผมอยากให้มองกันอย่างนี้ดู คุณคิดว่างานที่จะมีคนจ้างมือโปรค่าตัวแพงๆนี่มันเป็นงานง่ายๆ กลางๆ หรือว่ายากๆซับซ้อนๆ ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะตอบเหมือนกันหมดครับว่ามันคงเป็นงานยากๆซับซ้อนๆ และคุณคิดว่างานจำพวกนี้ มันจะมีโครงสร้างเหมือนกับในตำราที่เรียนกันมาหรือเปล่าล่ะครับ ผมก็จะช่วยตอบให้ว่ามันไม่เหมือนในตำราแน่นอน เพราะถ้าเหมือนกับในตำรา เขาก็เรียกว่างานที่ไม่ยาก

ทีนี้จุดสำคัญมันก็จะอยู่ตรงนี้แหละครับ ก็ถ้างานที่เราต้องทำมันไม่เคยเป็นอย่างที่ตำราเราเรียนมาหรือบอกเอาไว้ เราจะสามารถจัดการงานนี้ได้อย่างไร

วิธีคือ การใช้องค์ความรู้พื้นฐานจากหลายๆด้าน นำมาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างมีหลักมีเกณฑ์(ไม่ใช่มั่วๆ) เพื่อประยุกต์เข้ากับงานที่ทำอยู่ หรือประยุกต์เข้ากับการ Investigate ปัญหาที่เกิดขึ้น จากจุดนี้น่าพอจะทำให้ทุกคนเห็นชัดขึ้นว่าทำไมความรู้พื้นฐานที่ว่ามันถึงสำคัญ สรุปอีกรอบคือ ความรู้พื้นฐานคือส่วนสำคัญในการนำมาบูรณาการความรู้ระดับสูงที่มีรูปแบบตากต่างได้ไม่สิ้นสุด ดังนั้นคนที่ต้องการมีความสามารถในระดับสูงนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้พื้นฐานที่แม่นมากๆ

ดังนั้นถ้าอยากจะก้าวขึ้นเป็นโปร ต้องพยายามเรียนรู้เรื่องที่ตัวเองทำอยู่อย่างลึกซึ้ง มิใช่รู้เพียงแค่ผิวเผิน
   
ไม่มีคำว่าอนุมานเมื่อคนเหล่านี้ทำงาน

คำว่าอนุมานหากแปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือคำว่า assume ผมเห็นคนที่เก่งหลายๆคนมาตกม้าตายก็เพราะการ assume ของตัวเองมานักต่อนักแล้ว ประเภทว่า assume ว่ามันจะดีอย่างนั้น หรือ assume ว่าจุดนั้นมันไม่มีปัญหาอะไรหรอก สุดท้ายก็พลาดไปตามระเบียบ เพราะการ assume ของตนนั้นไม่เป็นจริงตามที่คิดเอาไว้

การอนุมาน (Assume) และการตั้งสมมุติฐาน (Assumption) นั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน การตั้งสมมุติฐานนั้นหมายความว่า เราได้นำข้อประเด็นนั้นมาพิจารณาดูแล้ว แต่บังเอิญว่ามันมีทางเลือกหรือโอกาสที่จะเกิดได้หลายแบบ แต่เพื่อให้เราสามารถดำเนินการในขั้นต่อไปได้ เราก็จะตั้งสมมุติฐานของประเด็นนั้นขึ้นมาก่อนว่า “ถ้ามันเป็นอย่างนี้” แล้วขั้นตอนถัดไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งมันจะแตกต่างจากการอนุมาน การอนุมานนั้นจะไม่มีการนำข้อประเด็นนั้นๆมาพิจารณาก่อนตัดสินใจ แต่จะใช้การอนุมานเอาเลยว่า “มันไม่น่าจะมีอะไรผิดที่จุดนี้” เพราะฉะนั้นก็ให้ข้ามไปได้เลย ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นจุดแตกต่างที่สำคัญคือ การพิจารณาหรือการไม่พิจารณาก่อนการตัดสินใจ

สำหรับโปรแล้ว การ assume หรือการอนุมาน ก็คือการเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับอะไรก็ตามที่ตัวเองไม่รู้ หรือพูดง่ายๆ เอาผลงานตัวเองไปเสี่ยงกับดวง ถ้าดวงดีก็โชคดีไป ถ้าดวงซวย ผลงานก็พลาด เพราะจุดที่เราไม่ยอมพิจารณาให้ดี แล้วคิดดูว่าคนที่เอาผลงานตัวเองไปผูกไว้กับดวงจะเรียกว่าเป็นโปรได้อย่างไรจริงไหม ดังนั้นโปรที่ดี จะต้องเป็นคนที่ละเอียด เช็คทุกจุด ระวังทุกรายละเอียด ไม่มีการ assume ข้ามขั้นตอน หรือเรื่องราวเล็กๆไป เพราะความขี้เกียจของตัวเองในการเข้าไปเช็ค หรือเป็นพวกมั่นใจเกินไปว่ามันจะเป็นตามที่เราคิดเสมอ

จงอย่าลืมว่าคนเรานั้นยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น คนที่ไม่เคยทำความผิดพลาดก็คือคนที่ไม่เคยทำอะไรมาก่อนนั่นเอง และจุดนี้แหละคือจุดที่คนเป็นโปรแข่งกัน คือแข่งกันว่าใครจะผิดพลาดได้น้อยที่สุด ความเป็นโปรคือการพยายามทำให้ใกล้เคียง 100% ดังนั้นถ้าอยากเข้าใกล้ 100% ให้ได้มากเท่าไหร่ ก็ต้องพยายามลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุด และวิธีการลดความเสี่ยงของโปรทั้งหลายแหล่คือ การลงรายละเอียดทุกจุด เช็คทุกระบบ จะไม่มีการ assume โดยเด็ดขาด เขาจะไม่คิดหรอกว่ามันจะดีจะไม่ผิดพลาดเราไม่ต้องเช็คหรอก เพราะการข้ามจุดบางจุดไป ก็เท่ากับเรากำลังเพิ่มระยะห่างที่จะไปถึงจุด 100% และนี่เองที่เป็นข้อปฏิบัติของที่คนจะเป็นโปรทั้งหลาย

ใครอยากเป็นมือโปร ต้องท่องไว้ในใจเลยว่า “ไม่มีคำว่าอนุมานสำหรับมือโปร”

Fordot
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 5 สิงหาคม 2008, 14:35:41 »
มองไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา

ในการทำงานของคนเป็นโปรนั้น เขามักจะไม่ค่อยมีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับงาน ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหาขึ้น เขาจะพยายามมองไปที่ตัวปัญหาและพยายามหาให้ได้ว่าปัญหานั้นคืออะไร ปัญหานั้นเกิดจากตัวระบบหรือว่าเกิดจากคน ถ้าเป็นที่ตัวระบบก็ต้องหาให้ได้ว่าอะไรคือ Root cause ไม่ใช่แก้ไขกันไปตามอาการปลายเหตุ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่ตัวคนทำพลาด เขาก็จะลงรายละเอียดไปที่คนๆนั้นต่ออีกว่า ทำไมถึงทำพลาด คนๆนั้นทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วหรือเปล่า ถ้าทำตามแล้วยังผิดพลาด มันแปลว่าขั้นตอนที่ออกแบบไว้นั้นมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขใช่หรือไม่ ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดที่คนๆนั้นไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่วางเอาไว้ ก็จะหาต่ออีกว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนๆนั้นตัดสินใจไม่ทำตามขั้นตอน เพื่อหาต้นตอของสาเหตุ เช่นถ้าหาเจอว่าเป็นที่ตัวระบบ หรือเป็นที่ขั้นตอนการทำงานก็จะทำการแก้ไขขั้นตอนการทำงานของคนนั้นซะ หรือถ้าหากไล่ไปไล่มาแล้วก็พบว่า ความรู้ของคนๆนั้นต่องานที่ทำยังมีความเข้าใจผิด หรือมีระดับความรู้ที่ไม่เพียงพอ ก็จะต้องแก้ที่คนๆนั้นโดยทำ training หรือสอนเฉพาะจุดนั้น หรือทำการเคลียร์ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นซ้ำสองอีก แต่หากว่าเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจาก Human error ของคนๆนั้น ก็ต้องทำการตักเตือนและคาดโทษไว้ว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก หลังจากจบเรื่องคุยแล้ว เขาจะไม่มานั่งมองย้อนกลับไปว่า เนี่ยที่งานพลาด เพราะไอ้คนๆนั้น แล้วก็คอยที่จะชี้นิ้วเพื่อหาว่าใครทำพลาด

วัฒนธรรมแบบนี้หาได้ไม่ค่อยง่ายนักในการทำงานแบบไทยๆในบ้านเรา ถ้าในบ้านเราเวลาเกิดอะไรขึ้น ก็จะคอยแต่จะมองว่าเป็นเพราะใคร และคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาก็จะพยายามหาเหตุผลมาแก้ตัว เพื่อให้ตัวเองพ้นจากการกล่าวโทษ และสุดท้ายทุกคนก็จะพยายามผลักปัญหาให้ออกไปไกลๆตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้สำหรับคนที่เป็นโปรเขาจะไม่ทำกัน เพราะเขาจะมีหลักประจำตัวของเขาง่ายๆว่า ทุกๆวันจะมีปัญหาใหม่เข้ามาให้เขาแก้ไขเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้มีปัญหา เราก็ต้องรีบแก้ไขให้มันจบ พยายามหา root cause ให้เจอ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก เพื่อที่ว่าวันรุ่งขึ้นจะได้เอาเวลาไปแก้ปัญหาใหม่ต่อไป

อย่าลืมว่าบริษัทเขายอมจ้างพวกมือโปรเงินเดือนหลายแสน บางคนถึงล้าน มาเพื่อแก้ปัญหาทั้งนั้น ที่ไหนไม่มีปัญหา ที่นั่นก็ไม่ค่อยมีโปรให้เห็นหรอก งานยิ่งยาก ปัญหายิ่งมาก และหน้าที่โปรก็คือการแก้ปัญหานั่นเอง ดังนั้นจึงอยากจะสรุปอีกครั้งว่าถ้าอยากเป็นโปร ต้องมองให้ออกว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และมุ่งไปที่การแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

จากที่กล่าวมาทั้งหมด 8 ข้อ เป็นแต่เพียงหลักการคร่าวๆที่ชี้ให้เห็นถึงลักษณะของคนที่เป็นโปรเฟสชั่นแนล ว่าสไตล์การทำงานของพวกเขาเป็นอย่างไร พร้อมทั้งได้เกริ่นถึงแนวทางการฝึกฝนสำหรับเด็กใหม่ หวังว่าบทความเรื่องนี้จะได้เป็นประโยชน์แก่หลายๆท่านนะครับ

สุดท้าย อยากให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ความเป็นโปรเฟสชั่นแนลนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถบอกตัวเราเองว่าเราเป็นโปรเฟสชั่นแนล แล้วเราก็ได้เป็น แต่ความเป็นโปรเฟสชั่นแนลที่แท้จริงนั้น เกิดจากการที่คนอื่นเขามองการทำงานของเรา และยอมรับเราว่าเราทำงานเป็นโปรเฟสชั่นแนล และนั่นแหละจึงจะทำให้เราเป็นโปรเฟสชั่นแนลที่แท้จริงได้

Fordot
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ franket

  • **
  • 625
  • 4
  • เพศ: ชาย
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: 5 สิงหาคม 2008, 16:07:04 »
เขียนได้เยี่ยมมากเลยครับ ขนาดเขียนสด นะเนี่ย นับถือ ๆ

ขอบคุณมากครับ สำหรับ บทความ อ่านแล้วได้ อะไรหลาย ๆ อย่างเลย เคยทำงานกับคนบางคนมา ก็เคยเจอเหมือน ตามที่ ท่านกล่าวมาเหมือนกัน ยิ่ง ข้อสุดท้าย นี่เจอบ่อยแฮะ ผลักความผิดให้อยู่ไกล ๆ ตัวเนี่ย เจอตลอดเลย หุ หุ นี่เราเจอแต่คนไม่โปร เหรอเนี่ย หุ หุ
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ Nattaphon

  • *
  • 61
  • 0
  • เพศ: ชาย
  • อยากจะเก่งกว่านี้และต้องทำให้ได้
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: 5 สิงหาคม 2008, 17:03:05 »
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ นะครับทำให้เห็นจุดเด่น และจุดด้อยของตัวเองเลย
เขียนบทความอย่างนี้อีกนะครับจะคอยอ่าน O0
ทำไมพอเรียนรู้ ไป ๆ มา ๆ มันถึงได้กลายเป็นว่า เหมือนเราไม่รู้อะไรเลย เฮ้อ

geox

Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2008, 02:22:47 »
ขอบคุณมากครับ  สำหรับบทความที่ให้ข้อคิดดีๆแบบนี้ O0
อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าเรายังพยายามทำบางอย่างไม่เต็มที่เลย
ต่อไปก็คงจะต้องพยายามฝึกปรับตัวให้ใกล้กับบทความที่ได้แนะนำให้มากที่สุดครับ

ออฟไลน์ fordot

  • Training Project Leader
  • *****
  • 519
  • 106
  • TH@min Membership
Re: How’s Professional be (Part1)
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 16 สิงหาคม 2008, 00:33:47 »
ย้ายมาไว้ห้อง Document ครับ
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

ออฟไลน์ NineNarin

  • *****
  • 40
  • 0
  • เพศ: ชาย
Re: How’s Professional be (วิถีการเป็นมือโปร)
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 20 สิงหาคม 2008, 01:34:03 »
เยี่ยมครับ  ขอบคุณมากที่ให้แง่คิดดีๆ ครับ  จะพยายามนำไปปรับใช้กับการทำงานของตัวเองครับ

ออฟไลน์ noipwa

  • ***
  • 169
  • 0
  • เพศ: ชาย
Re: How’s Professional be (วิถีการเป็นมือโปร)
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2008, 00:14:02 »
 :)ขอบคุณครับ สำหรับบทความดีๆ ที่ทำให้หลายๆคนมองภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ขอบคุณจากใจจริงๆ
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย

EnergiZe

Re: How’s Professional be (วิถีการเป็นมือโปร)
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 22 สิงหาคม 2008, 10:58:28 »
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ครับ
มองเห็นตัวเองมากขึ้นเยอะเลยครับ
จะพยายามฝึกไปเรื่อย ๆ ครับ

ตอนนี้คนอื่นยังไม่มองว่าเราเป็นโปร ขอแค่ไม่มองว่าเราทำงานไม่เป็นก็ยังโอเคคับ เหอ ๆ

ออฟไลน์ BlackSolider

  • *****
  • 82
  • 1
  • เพศ: ชาย
  • วิริเย ณทุกขัง มัตเจติ คนเราจะพ้นทุกข์ได้เพราะความ
Re: How’s Professional be (วิถีการเป็นมือโปร)
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 25 สิงหาคม 2008, 09:52:18 »
เยี่ยมมากครับท่านพี่ Fodot  O0 O0  ขอคารวะ 1000 จอก   ;D ;D  บทความดีๆอย่างนี้ต้องปริ้นไว้อ่าน   
กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย ขอระงับการใช้ลายเซ็นต์รูปภาพ
อนุญาตให้ใช้ได้เพียง ลายเซ็นต์ที่เป็นข้อความ
จึงประกาศมาเพื่อขอความร่วมมือ จากสมาชิกทุกๆ ท่าน
ในนาม กลุ่มผู้ดูแลระบบแห่งประเทศไทย