Thaiadmin

วีเอ็มแวร์ระบุไทยติดอันดับ 3 นำอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวใช้ทำงาน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ smartsoft

  • *****
  • 3,250
  • 26
  • เพศ: ชาย
  • ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น
    • จุดประกายความรู้ที่ไร้ขีดจำกัด
ASTVผู้จัดการออนไลน์    3 เมษายน 2555 16:56 น.
credit : http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9550000042182

วีเอ็มแวร์ เผยผลวิจัยแนวทางใหม่ในการทำงาน ระบุ พนักงานคนไทยติดอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นำอุปกรณ์พกพาส่วนบุคคลมาใช้ทำงาน และต้องการเลือกใช้แอปพลิเคชันเอง และยังดื้อที่จะใช้ถึงแม้จะถูกห้าม แนะทางออกบริษัทต้องปรับนโยบายไอทีใหม่ นำเทคโนโลยีวีดีไอตอบสนองแนวโน้มที่เปลี่ยนไป
       
       ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน บริษัท วีเอ็มแวร์ จำกัด กล่าวว่า จากผลการวิจัยพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์ไอทีของพนักงานในองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ภายใต้หัวข้อ แนวทางใหม่ในการทำงานของวีเอ็มแวร์ (VMware New Way of Work Study) ประจำปี 2555 พบว่า คนไทยหันมาใช้อุปกรณ์พกพาในการทำงานถึง 90% มากเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นรองแค่จีนและเกาหลีใต้เท่านั้น ถึงแม้ว่าจะขัดกับนโยบายของแผนกไอทีขององค์กรนั้นก็ตาม ซึ่งองค์กรนั้นๆ 68% รู้ว่า พนักงานมีการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้งาน ซึ่งแนวคิดของการให้บริการไอทีของแผนกไอทีในอดีตมักจะจำกัดอุปกรณ์ในการใช้งานเอาไว้
       
       ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามในไทย 63% จะยังคงใช้อุปกรณ์หรือแอปพลิเคชันที่ตนเองต้องการ ถึงแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนหรือคำยินยอมจากแผนกไอทีของบริษัทหรือไม่ก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นตัวเลขสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีการสำรวจ ถ้าหากได้อิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจให้แก่พนักงานกว่า 79% ระบุว่า ต้องการใช้อุปกรณ์พกพาในการทำงาน เพราะมีความคุ้นเคยและมีการปรับแต่งตามความต้องการส่วนบุคคลถึง 56% และ 41% ระบุว่า มีฟังก์ชั่นที่มากกว่าอุปกรณ์ไอทีของบริษัท
       
       ผลจากการใช้อุปกรณ์พกพาสำหรับการทำงาน คนไทย 85% ระบุว่า รู้สึกพึงพอใจมากขึ้นในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ขณะที่ 81% กล่าวว่า จะทำให้การทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่าเดิม
       
       นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า ผู้ใช้มีความชื่นชอบส่วนตัวในการเลือกใช้อุปกรณ์พกพาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ และโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับการทำงานด้วยเช่นกัน โดย 77% ของผู้ตอบแบบสอบถามในไทยระบุว่า พอใจที่จะทำงานให้กับนายจ้างที่เปิดโอกาสให้เลือกใช้ซอฟต์แวร์แบบปรับแต่งหรือแอปพลิเคชันบนเว็บได้อย่างอิสระสำหรับการทำงาน ขณะที่ 68% ระบุว่าจะรู้สึกว่า นายจ้างที่เปิดโอกาสดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีความก้าวหน้าและมีการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น
       
       แต่ที่น่าสนใจ ก็คือ ผู้ตอบแบบสอบถาม 68% กล่าวว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทในการประหยัดค่าใช้จ่าย ถ้าหากว่าเขาสามารถใช้ซอฟต์แวร์แบบปรับแต่งหรือเว็บแอปพลิเคชันตามที่ตนเองต้องการ
       
       ดร.ชวพล กล่าวต่อไปว่า จากแนวโน้มในงานวิจัยดังกล่าว บริษัทต่างๆ ควรจะปรับเปลี่ยนนโยบายไอทีเพื่อก้าวให้ทันกับแนวโน้มดังกล่าว เช่น อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อปีที่แล้วส่งผลให้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องจัดหาบริการสนับสนุนด้านไอทีแก่พนักงานเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาจากทุกอุปกรณ์หรือเปิดกว้างการนำอุปกรณ์ไอทีมาใช้ในการทำงานมากขึ้นนั้นเอง ขณะที่บริษัทต่างๆ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดหาแอปพลิเคชันและบริการทางด้านไอทีให้แก่ผู้ใช้ และปรับใช้โซลูชันคลาวด์ คอมพิวติงที่เหมาะสมเข้ามาใช้งานภายในองค์กรเพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์ที่หลากหลายที่ผู้ใช้เลือกใช้ในการทำงาน
       
       “ความจริงก็คือ พนักงานต้องการควบคุมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ส่วนบุคคลที่ใช้ในการทำงาน ไม่ว่าบริษัทจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม”
       
       ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างๆ ที่ต้องการตอบสนองพฤติกรรมดังกล่าว จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีเวอร์ชัวล เดสก์ท็อป อินฟาร์สตักเจอร์ หรือ วิดีไอ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ติดตั้งไว้ในอุปกรณ์ของพนักงานเพื่อใช้ในการติดต่อเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นเวอร์ชัวลไลเซชัน เพื่อขยายขีดความสามารถของพนักงานในการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการทำงาน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลของบริษัท
เมื่อคุณ<!reader!/>เห็นการมีชีวิตเป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัส ลองพยายามอดกลั้นและต่อสู้กับมัน จงอย่าวิ่งหนีต่อปัญหาใดๆที่คุณ<!reader!/>เผชิญอยู่ และเชื่อใจในตัวเองว่าสองมือของคุณ<!reader!/>สามารถฝ่าฟันช่วงวิกฤตและผ่านมันไปได้